การเข้าหัวสาย LAN

สาย LAN ที่ใช้นั้นมีมาตรฐานการเข้าสาย 2 แบบ คือ TIA/EIA 568A , 568B จริงๆแล้ว ในการเข้าหัวสาย LAN แบบ สายตรงนั้น เราสามารถที่จะเข้าอย่างไรก็ได้ ขอเพียงให้ ตรงกัน เช่น 1 ตรง กับ 1 , …. 8 ตรงกับ 8 ก็เป็นอันใช้ได้ แต่เพื่อให้เป็นมาตรฐาน ก็ควรเรียงสี ให้ตรงกับ มาตรฐานสากลก็จะเป็นการดีที่สุด

สาย LAN นั้นอาจถูกเรียกว่า สาย UTP หรือ Unshielded Twist Pair เพราะสาย LAN นั้นภายในมีการถักเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน แต่ไม่มีการหุ้มสายถักเหล่านี้ จึงถูกเรียกว่า Unshielded Twist Pair นอกจากนี้ก็มีสาย LAN แบบ STP หรือ Shielded Twist Pair ซึ่งจะมีการหุ้มกันสัญญาณรบกวน และภายในก็มีการถัก เช่นเดียวกันกับ UTP

การเข้าหัวสาย LAN

หมายเลขประจำตัวอุปกรณ์บนเครือข่าย ( IP Address )

หมายเลขประจำตัวอุปกรณ์บนเครือข่าย หรือ IP Address นั้น เป็นหมายเลขที่กำหนดให้กับอุปกรณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสับสนในการสื่อสารบนระบบเครือข่าย หากกล่าวถึง IP Address แล้วนั้น ในสมัยก่อนและมาถึงปัจจุบัน เราจะใช้หมายเลข IP แบบ IPv4 คือมี 4 หลัก แต่ในอนาคตเนื่องจากการขยายตัวของระบบเครือข่าย จึงได้เกิด IPv6 ขึ้นมา ซึ่งมี 6 หลัก

การกำหนด IP Address นั้นสามารถที่จะทำได้ 2 แบบ คือ

1.กำหนด โดยการใช้ DHCP : Dynamic Host Configuration Protocol จะเป็นการกำหนดหมายเลข IP ให้กับเครื่องที่มาต่อกับระบบเครือข่ายอัตโนมัติ

2.กำหนดโดยการระบุ หมายเลข IP ให้กับอุปกรณ์ ตัวอย่างกำหนดหมายเลข IP โดยการระบุหมายเลข IP ทั้งแบบ IPv4 และ IPv6

ชั้นของ IP ( IP Class )

IP Address นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นหลากหลายชั้น หรือ ที่เรียกว่า Class ซึ่งที่นิยมได้แก่

Class A หมายเลขของ IP นั้นเริ่มตั้งแต่ 1.0.0.0 – 127.255.255.255 เป็น Class ที่รองรับเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากสามารถมีเครือข่ายได้ มากถึง 126 เครือข่ายและในแต่ละเครือข่ายก็ยังสามารถมีเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อีกประมาณ 16 ล้านเครื่อง

สำหรับIP 127.0.0.0 – 127.255.255.255 นั้น เป็น IP ที่ไม่สามารถใช้เป็นเครือข่ายได้ เพราะสงวนไว้ใช้สำหรับการทำ Loop Back และการทดสอบต่างๆ รวมถึงการใช้เป็น Local Host ( 127.0.0.1 )

Class B หมายเลขของ IP นั้นเริ่มตั้งแต่ 128.0.0.0 – 191.255.255.255 จะมีเครือข่ายได้ 16384 เครือข่ายและสามารถมีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายได้ มากกว่า 60,000 เครื่อง

Class C หมายเลขของ IP นั้นเริ่มตั้งแต่ 192.0.0.0 – 223.255.255.255 และเป็นเครือข่ายที่เรามักนิยมตั้งค่าใช้งาน เป็น Private Network เครือข่ายส่วนตัวกันมากเพราะ อุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่ายก็มักมี IP Default หรือ IP ที่มาจากโรงงาน เป็น Class C จึงทำให้เรามักตั้ง IP เป็น Class C เพราะว่า จะไม่ต้องมาเสียเวลาปรับ IP

นอกจากนี้ก็ยังมี Class อื่นๆอีก เช่น

Class D แต่ไม่มีการใช้งานกันทั่วไป เพราะสงวนไว้สำหรับการส่งข้อมูลแบบ Multicast ซึ่งจะมีหมายเลข IP Address อยู่ในช่วง 224.0.0.0 – 239.255.255.255

Class E ซึ่งจะมีหมายเลข หมายเลข IP อยู่ในช่วง 240.0.0.0 – 255.255.255.255 ซึ่งใช้สำหรับการทำการทดสอบ และพัฒนาต่างๆ

Unicast และ Multicast คืออะไร

Unicast นั้น พูดให้เข้าใจง่ายๆและสั้นๆ คือระบบ ที่ไม่มีการกระจายสัญญาณ เช่น ในกรณีที่ติดตั้งกล้อง 1 ตัว และมีผู้ใช้งาน 2 ท่าน ซึ่งทุกอย่างต่อเข้ากับ Ethernet Switch หากผู้ใช้งานทั้ง 2 ท่าน ต้องการจะเรียกดูกล้อง พร้อมๆกัน ก็จะต้องมีการดึง ข้อมูลตรงๆจากกล้อง พร้อมกัน เท่ากับว่ากล้องต้องทำการส่งข้อมูล 2 ครั้ง

Multicast นั้น พูดให้เข้าใจง่ายๆและสั้นๆ คือระบบ ที่มีการกระจายสัญญาณ เช่น ในกรณีที่ติดตั้งกล้อง 1 ตัว และมีผู้ใช้งาน 2 ท่าน ซึ่งทุกอย่างต่อเข้ากับ Ethernet Switch หากผู้ใช้งานทั้ง 2 ท่านต้องการจะเรียกดูกล้อง พร้อมๆกัน ก็จะไม่ต้องดึง ข้อมูลตรงๆจากกล้อง เพราะ Ethernet Switch ที่รองรับ Multicast จะช่วยกระจายสัญญาณเท่ากับว่ากล้องส่งข้อมูลเพียง 1 ครั้ง แต่ ถูกกระจายไปยังเป้าหมาย 2 ที่ได้ อย่างไรก็ดี ในระบบ Multicast นั้นก็จะมีราคาอุปกรณ์ที่สูงกว่า รวมถึงการใช้งานซับซ้อนกว่า Unicast